
ในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ระบุว่า มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการแล้ว 4,217 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 3,921 ราย หรือเพิ่มขึ้น 296 ราย คิดเป็นประมาณ 7.55%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า การเลิกกิจการยังเป็นสัญญาณที่ธุรกิจควรจับตา โดยเฉพาะในช่วงที่หลายอุตสาหกรรมกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันด้านต้นทุน การแข่งขัน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น แม้ตัวเลขการจดทะเบียนเลิกกิจการจะเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว แต่หากนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ความหนาแน่นของผู้เล่นในตลาด หรือข้อมูลคู่ค้า ก็สามารถช่วยให้เห็นสัญญาณความเสี่ยงและโอกาสได้เร็วขึ้น
เพราะอุปสรรคทางธุรกิจจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีร่องรอยอยู่ในข้อมูลก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่เริ่มแข่งขันหนาแน่น กลุ่มธุรกิจที่มีการเข้าออกสูง หรือคู่ค้าที่เริ่มมีสัญญาณเปลี่ยนแปลง หากองค์กรมีข้อมูลที่ถูกชั้น อยู่ในมือก่อนตัดสินใจ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการประเมินตลาดผิด เลือกคู่ค้าผิด หรือมองข้ามโอกาสที่ซ่อนอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
5 อุปสรรคทางธุรกิจที่พบบ่อยที่สุดในไทย
เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลของปี 2568 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าในครึ่งแรกของปี 2568 มีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการ 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 3.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ยังสะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยมีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการแล้ว 4,217 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 3,921 ราย หรือเพิ่มขึ้น 296 ราย คิดเป็นประมาณ 7.55%
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติย้อนหลัง แต่เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า การปิดกิจการยังเป็นความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว กำลังซื้อที่ผันผวน หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าธุรกิจ SMEs ไทยมีอัตราการปิดกิจการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปี โดยแรงกดดันหลักมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนที่จำกัด ประเด็นสำคัญคือ ความเสี่ยงเหล่านี้มักไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ สะสมผ่านสัญญาณที่ปรากฏอยู่ในข้อมูล เช่น การเปลี่ยนแปลงของตลาด คู่ค้า รายได้ ต้นทุน หรือพฤติกรรมของผู้เล่นในอุตสาหกรรม
ดังนั้น หากองค์กรสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ในระดับที่ลึกกว่าตัวเลขภาพรวม ก็จะช่วยให้มองเห็นอุปสรรคทางธุรกิจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่เริ่มแข่งขันรุนแรง คู่ค้าที่เริ่มมีสัญญาณเปลี่ยนแปลง หรืออุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่เห็นจากภายนอก และเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในระดับรายบริษัท อุปสรรคทางธุรกิจที่นำไปสู่ความเสียหายรุนแรงมักวนกลับมาใน 5 รูปแบบหลัก
1. หนี้เสียจากคู่ค้าและลูกหนี้การค้า
อุปสรรคที่ทำลายกระแสเงินสดได้เร็วที่สุดและเจ็บปวดที่สุด บริษัทที่ดูดีบนกระดาษแต่มีสัญญาณทางการเงินที่ขัดแย้งกันซ่อนอยู่ในข้อมูล เช่น รายได้เติบโตแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่อง หรือการยื่นงบการเงินล่าช้าผิดปกติ คือสัญญาณที่ฐานข้อมูลสามารถชี้ให้เห็นได้ก่อนที่หนี้จะเกิดขึ้น
2. การตัดสินใจลงทุนในตลาดหรืออุตสาหกรรมที่ไม่เหมาะสม
ข้อมูลจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาระบุว่าหลายอุตสาหกรรมไทยในช่วงปี 2568-2570 กำลังเผชิญกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และโลหะ ที่มีส่วนต่างระหว่างโรงงานเปิดใหม่และปิดตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 การเข้าลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยไม่มีข้อมูลเชิงลึกเพียงพอคืออุปสรรคที่สร้างขึ้นเองก่อนที่ธุรกิจจะเริ่มต้น
3. การเลือกคู่ค้าที่ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ
ซัพพลายเออร์ที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือมีประวัติการยื่นงบการเงินไม่สม่ำเสมอ คือสัญญาณที่บอกได้ว่าความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานกำลังสะสมอยู่เงียบๆ
4. การประเมินความสามารถในการแข่งขันผิดพลาด
ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs ไตรมาส 4/2568 จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 47.8 ต่ำกว่าจุดสมดุล สะท้อนว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่ารายได้และยอดคำสั่งซื้อกำลังลดลง การประเมินสถานะการแข่งขันโดยไม่มีข้อมูลเชิงเปรียบเทียบจากคู่แข่งจริงทำให้กลยุทธ์ที่วางไว้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
5. การขยายธุรกิจในจังหวะที่ไม่เหมาะสม
การขยายตัวในช่วงที่ตลาดหดตัวโดยไม่มีข้อมูลอุตสาหกรรมรองรับคืออุปสรรคที่ทำให้บริษัทที่กำลังเติบโตกลายเป็นบริษัทที่กำลังจมได้ในเวลาไม่นาน
ทำไมอุปสรรคเหล่านี้ถึงป้องกันได้ด้วยข้อมูล
อุปสรรคทางธุรกิจทั้ง 5 รูปแบบข้างต้นมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่าง คือทุกอย่างทิ้งร่องรอยไว้ในข้อมูลก่อนที่ความเสียหายจะปรากฏออกมา ปัญหาอยู่ที่ว่าใครอ่านข้อมูลเหล่านั้นออก และอ่านได้เร็วแค่ไหน
Early Warning Signals ที่ข้อมูลบอกได้ก่อนใคร
สัญญาณเตือนล่วงหน้าในเชิงข้อมูลที่พบบ่อยในธุรกิจที่มีปัญหาในภายหลังมักปรากฏในรูปแบบที่สังเกตได้ บริษัทที่ยื่นงบการเงินล่าช้าหรือไม่สม่ำเสมอมักแสดงถึงปัญหาภายในที่ยังไม่ถูกเปิดเผย บริษัทที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบ่อยผิดปกติโดยไม่มีบริบทที่อธิบายได้คือสัญญาณที่ควรตรวจสอบก่อนทำธุรกิจด้วย และบริษัทที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นซับซ้อนเกินสมเหตุสมผลมักซ่อนความเสี่ยงที่งบการเงินหน้าเดียวไม่สามารถบอกได้
การตรวจสอบ Risk Scoring จากข้อมูลหลายชุดพร้อมกันคือสิ่งที่เปลี่ยนการประเมินความเสี่ยงจากการคาดเดาให้กลายเป็นการวิเคราะห์ที่มีหลักฐานรองรับ แทนที่จะดูแค่ว่าบริษัทนั้นจดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ การเชื่อมโยงข้อมูลการเงิน โครงสร้างองค์กร และพฤติกรรมการยื่นเอกสารราชการเข้าด้วยกันจะให้ภาพที่สมบูรณ์กว่ามาก
สัญญาณเตือน | ข้อมูลที่ต้องดู | ความเสี่ยงที่บ่งชี้ |
งบการเงินยื่นล่าช้าต่อเนื่อง | ประวัติการส่งงบการเงิน | ปัญหาสภาพคล่องหรือการบริหารจัดการ |
เปลี่ยนกรรมการบ่อยผิดปกติ | ประวัติการเปลี่ยนแปลงกรรมการ | ความไม่มั่นคงภายในองค์กร |
โครงสร้างผู้ถือหุ้นซับซ้อน | ข้อมูลจดทะเบียนนิติบุคคล | ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล |
รายได้โตแต่กระแสเงินสดติดลบ | งบการเงินย้อนหลัง 5 ปี | ความไม่ยั่งยืนของผลประกอบการ |
คู่ค้าหลักกระจุกตัวในกลุ่มเดียว | เครือข่ายธุรกิจและคู่ค้า | ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงมากเกินไป |
อุปสรรคทางธุรกิจที่ป้องกันได้คืออุปสรรคที่มีข้อมูลรองรับการตัดสินใจล่วงหน้า ความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่เติบโตกับธุรกิจที่สะดุดมักวัดได้จากระยะเวลาที่อ่านสัญญาณออก ไม่ใช่ขนาดของทรัพยากร
จากอุปสรรคสู่โอกาส ธุรกิจที่อ่านข้อมูลเป็นเห็นอะไรที่คนอื่นมองข้าม
อุปสรรคทางธุรกิจ ของคู่แข่งคือโอกาสของผู้ที่มีข้อมูลก่อน แต่การมองเห็นโอกาสนั้นต้องการข้อมูลที่ถูกชั้น
เมื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์มีธุรกิจปิดตัวในอัตราสูง บริษัทที่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการกระจายตัวของทรัพย์สินและสถานะทางการเงินของผู้เล่นในตลาดมองเห็นว่าตลาดกำลังเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่พร้อมกว่า ไม่ใช่ผู้ที่ใหญ่กว่า เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์แบบดั้งเดิมหดตัว ข้อมูลการเติบโตของซัพพลายเชนชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าบอกได้ว่าโอกาสใหม่กำลังก่อตัวอยู่ตรงไหน
ข้อมูลจาก True Digital Academy ระบุว่าธุรกิจ SMEs ที่นำ AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและระบบอัตโนมัติมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 90% ในขณะที่ภาคอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าสู่ 1.4 ล้านล้านบาทภายในปี 2569-2570 ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าโอกาสกำลังอยู่ที่ไหน สำหรับผู้ที่มีข้อมูลพอที่จะอ่านออก
รูปแบบที่ซ้ำกันในธุรกิจที่ขยายตัวได้ในช่วงที่คู่แข่งหดตัวคือการมีข้อมูลมากกว่า ไม่ใช่กล้าหาญกว่า พวกเขารู้ว่าตลาดไหนกำลังเปิดพื้นที่ รู้ว่าคู่ค้าไหนกำลังอ่อนแอลงจนเป็นโอกาสในการเข้าแทนที่ และรู้ว่าจังหวะไหนที่การเคลื่อนไหวจะได้ผล ทั้งหมดนี้มาจากการอ่านข้อมูลก่อนที่ตลาดจะสรุปเองว่าใครชนะ
อุปสรรคทางธุรกิจที่มาจากการขาดข้อมูลป้องกันได้ อุปสรรคที่มาจากสภาพแวดล้อมภายนอกจัดการได้ดีขึ้นถ้ามีข้อมูลที่ถูกต้องในมือก่อน ความแตกต่างนั้นวัดได้จากการตัดสินใจ ไม่ใช่จากโชค
BOL รวบรวมข้อมูลธุรกิจที่ครอบคลุมและตรวจสอบได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นจากข้อมูลที่ถูกต้องในทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำสัญญา การประเมินความเสี่ยงก่อนให้เครดิต หรือการมองหาโอกาสในตลาดที่ข้อมูลบ่งชี้ว่ากำลังเปิดพื้นที่
ธุรกิจที่รู้ว่ากำลังเผชิญอุปสรรคทางธุรกิจอะไร และมีข้อมูลพิสูจน์ได้ว่าทำไม คือธุรกิจที่มีตัวเลือกในการตัดสินใจมากกว่า ธุรกิจที่ไม่รู้มีแค่ตัวเลือกเดียว รอให้ปัญหาปรากฏแล้วค่อยแก้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD., สืบค้นจากhttps://opendata.dbd.go.th/organization/dbd
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (2568). SMEs ไทย เสี่ยงปิดตัวต่อ จากหลายปัจจัยกดดัน. สืบค้นจาก https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Indepth-Research-01-FB-2025-07-07.aspx
บทความที่เกียวข้อง

Company Profile ทำความจริงในฐานข้อมูล ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

เจาะลึกฐานข้อมูล BOL และโซลูชันแพลตฟอร์มธุรกิจยุคดิจิตอล

ตัดสินใจพลาดเพราะข้อมูลผิด Data Driven ลดความเสี่ยงได้ไหม

Business Solution อาจยังไม่พอ ถ้าธุรกิจไม่เข้าใจข้อมูลตัวเอง

ข้อมูลธุรกิจและ Data Warehouse รากฐานการตัดสินใจที่แม่นยำ

อ่านเกมธุรกิจไทยปี 2569 ผ่านบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด